|
การวิจัยในชั้นเรียน
:
เครื่องมือนำไปสู่การประกอบวิชาชีพครู
* สุรวาท
ทองบุ
จากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 ซี่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และมีผลต่อระบบการศึกษาของประเทศอย่างยิ่ง
โดยที่มีข้อกำหนดไว้ในมาตรา 81 ที่กำหนดให้มีการพัฒนาวิชาชีพครู ซึ่งถือว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง
เมื่อพิจารณาคำว่า วิชาชีพ ซึ่งน่าจะหมายถึง การประกอบอาชีพใด
ๆ ที่จำเป็นต้องอาศัยผู้มีความรู้ความสามารถได้รับการศึกษาเล่าเรียนมาโดยเฉพาะ
และมีการพัฒนาอาชีพของตนให้เกิดความก้าวหน้า บรรลุผลสำเร็จของงานอย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้นอยู่เสมอ
ซึ่งจะต่างจากคำว่า อาชีพ ที่เป็นการประกอบอาชีพที่อาจจะไม่ต้องศึกษาเล่าเรียนมาโดยเฉพาะ
แต่มีความสามารถที่จะทำงานในอาชีพนั้น ๆ ได้ และสามารถทำงานนั้นไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องมีการพัฒนางานหรือเปลี่ยนแปลงไปสู่คุณภาพของการทำงานหรือผลงานก็ได้
ส่วนคำว่า วิชาชีพครู จะหมายถึง อาชีพครูของผู้ที่ได้รับการศึกษามาในสาขา
การศึกษาหรือวิชาชีพครูโดยเฉพาะในระดับปริญญา มีการพัฒนากระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความก้าวหน้าอยู่เสมอ
รวมทั้งพัฒนาปัจจัย กระบวนการ และผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนอยู่ตลอดเวลา
และคำว่า วิชาชีพชั้นสูง น่าจะหมายถึง เป็นวิชาชีพที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากวิชาชีพอื่น
ๆ อาจจะเป็นเพราะ ผู้ประกอบวิชาชีพนี้ จะต้องเกี่ยวข้องกับบุคลากรของชาติ ต้องอาศัยความเป็นผู้มีคุณธรรมสูงเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์และบุคคลทั่วไปและยังต้องมีความรู้ความสามารถก้าวทัน
ต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวิทยาการ เทคโนโลยี อยู่ตลอดเวลา
สำหรับการที่จะทำให้ผู้มีอาชีพครูเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและเป็นวิชาชีพชั้นสูงนั้น
ครูจะต้องมีกระบวนการพัฒนาอาชีพตนเอง อย่างมีระบบ รอบคอบ รัดกุม ละเอียดถี่ถ้วน
อาศัยการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างถูกต้องและครบถ้วน อาศัยหลักวิชาในการพัฒนาและศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวางรอบด้าน
ให้ได้ความรู้ใหม่ในการบรรยายสภาพการณ์ต่าง ๆ หรือได้นวัตกรรมใหม่ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาและพัฒนางานในหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล
นั่นคือ คุณภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และคุณภาพของผู้เรียน นั่นเอง ซึ่งกระบวนการนี้เราจะเรียกว่า
การวิจัย และเป็นการวิจัยที่มุ่งพัฒนากระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือพัฒนาพฤติกรรมของผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรหรือสังคมคาดหวัง
ซึ่งอาจจะดำเนินการโดยครูหรือคณะครู หรือดำเนินการร่วมกับผู้เรียนก็ได้ การวิจัยนี้เราจะเรียกว่า
การวิจัยในชั้นเรียน
นอกจากนี้
รัฐธรรมนูญยังกำหนดให้มีการตรากฎหมายการศึกษาของชาติขึ้น ส่งผลให้มีการตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช 2542 ขึ้น และเพื่ออนุวัติให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ เพื่อยกมาตรฐานวิทยฐานะและจรรยาวิชาชีพครู
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้กำหนดให้ครูใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
(มตารา 24 (5)) ให้ครูทำการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา
(มาตรา 30) ให้มีการวิจัยและพัฒนาการผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (มาตรา
67) และยังกำหนดให้ครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา ต้องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
อีกด้วย
ด้วยเหตุผลทางกฎหมายและสภาพการณ์ของสังคม
เศรษฐกิจ วิทยาการและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญการจะทำให้ครูเป็นผู้ที่ได้ชื่อเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและเป็นวิชาชีพชั้นสูง
ได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูอย่างภาคภูมิ จึงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการใช้การวิจัยโดยเฉพาะการวิจัยในชั้นเรียน
เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การเป็นผู้ได้ประกอบวิชาชีพครู
ซึ่งบทความนี้จะกล่าวถึง
แนวคิดของกระบวนการของการวิจัยในชั้นเรียนเท่านั้น ส่วนรายละเอียด วิธีปฏิบัติไม่สามารถที่จะเสนอได้เนื่องจากเนื้อที่มีจำกัด
ประเภทของการวิจัยในชั้นเรียน
ในการวิจัยโดยทั่วไปสามารถจำแนกประเภทตามเกณฑ์ของการจำแนก
หลายเกณฑ์ ขอยกตัวอย่างบางเกณฑ์ดังนี้
1.
จำแนกตามประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย ได้ 2 ประเภท คือ การวิจัยพื้นฐานหรือการวิจัยบริสุทธิ์
และการวิจัยประยุกต์
2.
จำแนกตามระเบียบวิธีการวิจัย ได้ 2 ประเภท คือ การวิจัยเชิงพรรณนาหรือบรรยาย การวิจัยเชิงทดลอง
และการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์
3.
จำแนกตามสาขาวิชา ได้ 3 ประเภท คือ การวิจัยทางสังคมศาสตร์ การวิจัยทางมนุษยศาสตร์
และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
4.
จำแนกตามข้อมูลที่ใช้ ได้ 2 ประเทภ คือ การวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ
อย่างไรก็ตาม
ในการวิจัยเรื่องหนึ่ง ๆ อาจจะไม่สามารถแยกประเภทได้อย่างเด็ดขาดอาจจะจัดอยู่ได้ในบางประเภทหรือหลายประเภทในขณะเดียวกัน
เช่น ในการวิจัยเรื่องหนึ่งอาจจะเป็นการวิจัยเพื่อพรรณนาหรือบรรยาย ปัญหา และแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหาและทดลองนวัตกรรมการแก้ปัญหา
การวิจัยนี้จึงเป็นทั้งการวิจัยเชิงพรรณนาหรือบรรยายและการวิจัยเชิงทดลอง หรือการวิจัยบางเรื่องอาจจะต้องใช้ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ
หรือการวิจัยบางเรื่องอาจจะเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาหลายสาขาหรือเรียกว่า สหวิทยาการ
(Interdisciplinary) เป็นต้น
เช่นเดียวกัน
ในการวิจัยในชั้นเรียนก็อาจยึดเกณฑ์การจำแนกเช่นเดียวกันกับการวิจัยทั่วไป ก็ได้
อย่างไรก็ตาม การวิจัยในชั้นเรียนมีลักษณะเฉพาะอาจจะจำแนกตามเกณฑ์เฉพาะเพิ่มขึ้นได้ดังนี้
1.
จำแนกตามลักษณะความเข้มของกระบวนการวิจัย ได้ 3 ประเภท คือ
1.1
การวิจัยหน้าเดียว ซึ่งเป็นการวิจัยที่สามารถเขียนรายงานเพียงหน้าเดียวหรือหลายหน้าแต่ไม่มากนัก
และการเขียนจะเขียนเพียงบอกปัญหาและวิธีแก้ปัญหาและผลการแก้ปัญหาอย่างย่อพอเข้าใจคล้ายกับบทคัดย่อของการวิจัยอื่น
1.2
การวิจัยอย่างง่าย เป็นการวิจัยที่ค่อนข้างมีกระบวนการที่ครบถ้วนแต่การเขียนรายงานการวิจัยบางหัวข้ออาจขาดความสมบูรณ์บ้างเช่น
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1.3
การวิจัยที่สมบูรณ์ เป็นการวิจัยที่อยู่ในระดับมาตรฐานสากล ดำเนินการตามกระบวนการที่ครบถ้วน
เขียนรายงานการวิจัยอย่างสมบูรณ์
2.
จำแนกตามจุดมุ่งหมายเฉพาะของการวิจัย ได้ 2 ประภท คือ
2.1
การวิจัยเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหา เช่น การวิจัยเพื่อวิเคราะห์ผู้เรียนหรือวินิจฉัยผู้เรียน
การวิจัยเพื่อประเมินคุณภาพการศึกษา การวิจัยเพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการเรียนรู้
เป็นต้น
2.2
การวิจัยเพื่อประยุกต์ทฤษฎีในการแก้ปัญหาและพัฒนา เช่น การวิจัยเพื่อสร้างสื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้
การวิจัยเพื่อสร้างเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้ การวิจัยเพื่อปรับแก้พฤติกรรมบางอย่างของผู้เรียน
การวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะหรือพฤติกรรมของผู้เรียนให้มีความเป็นเลิศ เป็นต้น
จากที่ทราบประเภทของการวิจัยดังกล่าวแล้ว
การวิจัยที่นิยมหรือควรส่งเสริมให้ครูทำการวิจัยในชั้นเรียน ควรจะเป็นการวิจัยที่มุ่งที่จะศึกษาผู้เรียนโดยเฉพาะปัญหาการเรียนรู้
และนำไปสู่การแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหา ทดลองแก้ปัญหาและศึกษาผลการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นงานในหน้าที่ของครู
และเป็นการวิจัยที่มีความสมบูรณ์ถูกต้องตามหลักวิชา ในบทความนี้ จึงจะนำเสนอกระบวนและขั้นตอนการวิจัยในชั้นเรียนที่เป็นการวิจัยเชิงทดลองและเป็นการวิจัยที่สมบูรณ์
กระบวนและขั้นตอนการวิจัยในชั้นเรียน
การวิจัยโดยทั่วไปประยุกต์จากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
5 ขั้นตอน คือ สังเกตปัญหา
ตั้งสมมติฐาน
เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผล เช่นเดียวกัน การวิจัยในชั้นเรียน
ที่เป็นการวิจัยเชิงทดลองและเป็นการวิจัยที่สมบูรณ์ก็ได้ประยุกต์จากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
นี้เช่นกัน และมีขั้นตอน ดังนี้ คือ
1.
กำหนดประเด็นปัญหาการวิจัย
2.
แสวงหาหรือกำหนดแนวทางการแก้ปัญหา และตั้งสมมติฐาน
3.
วางแผนการทดลองแก้ปัญหาและเก็บรวบรวมข้อมูล
3.1
ออกแบบการวิจัย
3.2
กำหนดประชากรและเลือกกลุ่มตัวอย่าง
3.3
สร้างเครื่องมือในการวิจัย
4.
วิเคราะห์ข้อมูล แปรผลการวิเคราะห์ข้อมูล
5.
สรุปผล
ขั้นตอนต่าง
ๆ มีหลักการและแนวคิด ดังนี้
ขั้นตอนที่
1 กำหนดประเด็นปัญหาการวิจัย เป็นขั้นตอนที่ครูผู้วิจัยจะต้องกำหนดสิ่งต่อไปนี้
1.1 กำหนดขอบเขตที่จะศึกษาพัฒนาหรือแก้ปัญหา
โดยที่ครูจะต้องกำหนดขอบเขตให้สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของตน เช่น กำหนดวิชา กำหนดเนื้อหาวิชา
บทเรียนหรือหน่วยเรียน ระดับชั้น ที่ตนเองรับผิดชอบในการเรียนการสอน หากครูได้รับผิดชอบทุกวิชา
(โดยเฉพาะระดับประถมศึกษา) ก็ต้องกำหนดว่าจะพัฒนาวิชาอะไร ควรเป็นวิชาที่มีปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียนมากที่สุดหรือเป็นวิชาที่สอดคล้องกับความถนัดหรือชำนาญของผู้วิจัยและตรงกับวิชาเอกที่ครูผู้วิจัยสำเร็จมา
1.2 กำหนดจุดพัฒนาหรือแก้ปัญหา
ในขั้นนี้ครูผู้วิจัยจะพิจารณา ว่าการทำหน้าที่ของตนเองนั้นมีปัญหาหรือไม่จุดใด
เพื่อกำหนดว่าจะทำการแก้ปัญหาวิชานี้ตลอดปีหรือตลอดภาคเรียน หรือเป็นบางบทเรียนหรือบางหน่วยเรียน
หรือจะเลือกพัฒนาเป็นรายทักษะหรือสมรรถภาพ เช่น ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการแก้โจทย์ปัญหา
ทักษะการพูดและฟังภาษาอังกฤษ หรือค่านิยมบางประการ เป็นต้น
ครูผู้วิจัยจะต้องทำการวิเคราะห์ปัญหา
ซึ่งสามารถทำได้โดยง่ายคือ เปรียบเทียบสภาพที่เป็นจริงกับสภาพที่คาดหวัง หรือพิจารณาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
ว่าผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำในเนื้อหาใด บทใดหรือทักษะใด ครูผู้วิจัยอาจนำเอาผลการประเมินรายจุดประสงค์
การเรียนรู้มาวิเคราะห์ว่าจุดประสงค์ใดที่ผู้เรียนได้คะแนนเฉลี่ยต่ำ หรือครูผู้วิจัยจะใช้เครื่องมือประเมินผลประเภทแบบทดสอบวินิจฉัย
โดยเฉพาะก็ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถหาจุดพัฒนาโดยการสังเกตพฤติกรรมผู้เรียนของครูผู้วิจัยเอง
ถ้าพบว่า พฤติกรรมของผู้เรียนยังขาดคุณลักษณะที่ดีด้านใด ก็สามารถกำหนดจุดพัฒนาได้
เราอาจจะเริ่มพิจารณาที่ผลผลิตและผลกระทบก่อน
จากสภาพที่เป็นจริงของคุณภาพผู้เรียนแตกต่างจากสภาพที่คาดหวังหรือไม่ หากแตกต่างจึงพิจารณาว่ากระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
และปัจจัยในการเรียนรู้ตามสภาพที่เป็นจริงอยู่นั้นเป็นไปตามที่คาดหวังหรือยัง หากยังแตกต่างกัน
การแก้ปัญหาก็คือ จัดให้มีปัจจัยหรือกระบวนการที่เป็นที่คาดหวัง เพราะเหตุว่า หากมีแก้ปัญหาที่ปัจจัย
ก็จะส่งผลมายังกระบวนการ และส่งผลต่อผลผลิตและผลกระทบในที่สุด ในขั้นตอนนี้จะทำให้ทราบว่าสาเหตุของปัญหาของผลผลิตหรือผลกระทบ
นั่นเอง ดังแผนภูมิที่แสดงข้างล่าง นี้
|
สภาพที่เป็นจริง
(ปัจจุบัน)
|
|
สภาพที่คาดหวัง
(เป้าหมายที่กำหนด)
|
|
ปัจจัยการเรียนรู้
|
|
ปัจจัยการเรียนรู้
|
|
กระบวนการเรียนรู้
|
|
กระบวนการเรียนรู้
|
|
ผลผลิต(คุณภาพผู้เรียน)
|
|
ผลผลิต(คุณภาพผู้เรียน)
|
แผนภูมิ
แสดงการวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ
ขั้นตอนที่
2 แสวงหาหรือกำหนดแนวทางการแก้ปัญหา และตั้งสมมติฐาน
จากขั้นตอนที่
1 ทำให้ทราบว่ามีปัญหาอยู่ที่จุดใด ในขั้นนี้เป็นขั้นตอนที่ครูผู้วิจัยจะต้องแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหา
และตั้งสมมติฐานว่า แนวทางการแก้ปัญหานี้จะทำให้ปัญหาหมดไป เช่น นักเรียนที่เรียนตามแนวทางที่ครูผู้วิจัยสร้างขึ้นจะมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้นหรือสูงกว่าการเรียนรู้โดยวิธีปกติ
เป็นต้น สำหรับการแสวงหาแนวทางครูผู้วิจัยจะต้องทำการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งตีพิมพ์เป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ
ดังนี้
1)
ตำรา เช่น ตำราเกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฎีหรือหลักการต่าง ๆ ตำราเกี่ยวกับหลักการสอน
จิตวิทยาการเรียนรู้ การประยุกต์ใช้จิตวิทยาในการเรียนการสอน พฤติกรรมการสอนวิชานั้น
ๆ การประเมินผลการเรียนทั่วไป หรือการประเมินผลในรายวิชานั้น ๆ การใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้
เป็นต้น
2)
เอกสารเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั่วไป เช่น บทความ หรือคอลัมน์ในนิตยสาร
วารสาร หนังสือพิมพ์หรือสิ่งตีพิมพ์ต่าง ๆ ที่นำเสนอแนวคิด ทฤษฎี หลักการหรือวิธีปฏิบัติที่
เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำวิจัย
3)
รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ หรือบทคัดย่อการวิจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ
เมื่อศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้ว
จะทำให้ครูผู้วิจัยเข้าใจแนวคิด ทฤษฎีหรือหลักการ เห็นแบบอย่างการแก้ปัญหาและสามารถเลือกแนวทางการแก้ปัญหา
หรือกำหนดนวัตกรรมที่จะใช้แก้ปัญหา ในการดำเนินการในขั้นตอนนี้ครูผู้วิจัยจะต้องทำการรวบรวม
แล้วนำมาเรียบเรียงและสรุปจากการศึกษาค้นคว้าในรายงานการวิจัยด้วย
สำหรับนวัตกรรมที่นิยมนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดความเหมาะสมกับผู้เรียนในการแก้ปัญหา
การเรียนรู้ ที่ครูผู้วิจัยสามารถเลือกใช้ มี 2 ประเภท คือ
1) ประเภทผลิตภัณฑ์หรือสิ่งประดิษฐ์
แยกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.1) สิ่งพิมพ์ ได้แก่
เอกสาร บทเรียนสำเร็จรูป ชุดการสอน แบบฝึก เกม/นิทาน/การ์ตูน เป็นต้น
1.2) โสตทัศนูปกรณ์
ได้แก่ ภาพยนตร์ สไลด์ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เทปเพลง เทปเสียงเนื้อหา วีดีทัศน์ เป็นต้น
2) ประเภทรูปแบบ/เทคนิค
ได้แก่ แผนการสอน การเรียนแบบศูนย์การเรียน การสอนโดยใช้โครงงาน การสอนแบบบูรณาการ
การสอนแบบการแก้ปัญหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนสำคัญที่สุด (child
center) รูปแบบการสอนอื่น ๆ ที่ผู้วิจัยคิดขึ้นเอง เป็นต้น
ขั้นตอนที่
3 วางแผนการทดลองแก้ปัญหาและเก็บรวบรวมข้อมูล
เมื่อกำหนดแนวทางหรือนวัตกรรมการแก้ปัญหาแล้ว
ครูผู้วิจัยจะดำเนินการ ดังต่อไปนี้
3.1
ออกแบบการวิจัย เป็นขั้นตอนในการกำหนดวิธีการทดลองเพื่อพิสูจน์ว่านวัตกรรมที่กำหนดขึ้นนั้น
ใช้ได้ผลหรือไม่ หรือแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ ครูผู้วิจัยสามารถเลือกแบบการวิจัยอย่างง่าย
จากตัวอย่างแบบการวิจัยต่อไปนี้ จากรายละเอียดและแผนภูมิการวิจัยแต่ละแบบ โดยมีสัญลักษณ์ในแบบการวิจัย
ดังนี้
E แทน
กลุ่มทดลอง
C แทน
กลุ่มควบคุม
O1
แทน การประเมินก่อนจัดกิจกรรมการเรียนรู้
O2
แทน การประเมินก่อนจัดกิจกรรมการเรียนรู้
X แทน
การทดลองใช้นวัตกรรมการเรียนรู้
~X
แทน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธีอื่นที่ไม่ใช้นวัตกรรม
แบบการวิจัยที่
1 แบบ One shot case study
แบบนี้จะเป็นแบบทดลองใช้นวัตกรรมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้วประเมินหลังเรียน
แล้วนำผลไปเทียบกับเกณฑ์ที่วางไว้ ซึ่งผู้วิจัยสามารถกำหนดเกณฑ์ขึ้นมาเองได้ แบบนี้เหมาะสำหรับการดำเนินการวิจัยที่มีนักเรียนเพียงกลุ่มเดียว
และเนื้อหาที่ใช้เป็นจุดพัฒนาหรือแก้ปัญหา เป็นเรื่องใหม่สำหรับนักเรียนจึงไม่จำเป็นต้องประเมินก่อนเรียนรู้
แบบการวิจัยที่ 2
แบบ One group pretest-posttest
เป็นแบบประเมินผลก่อนแล้วจึงทดลองใช้นวัตกรรมสอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
และประเมินผลหลังเรียนอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้เครื่องมือในการประเมินเดิมหรือคู่ขนานกัน
(เครื่องมือที่วัดคุณลักษณะเดียวกัน ระดับความยากง่ายเท่ากัน แต่แตกต่างกันบ้าง)
ก็ได้ แล้วทำการเปรียบเทียบคะแนนการประเมินผลก่อนและหลังการทดลองใช้นวัตกรรม แบบนี้จะมีความเหมาะสมกับวิจัยที่ใช้เนื้อหาการเรียนรู้ที่นักเรียนอาจเรียนรู้มาแล้ว
และจะเหมาะสมอย่างยิ่งในการทดลองสอนซ่อมเสริม
แบบการวิจัยที่ 3 แบบ Static-group comparison หรือ control group posttest
only
เป็นแบบการวิจัยที่มีนักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธีอื่นหรือวิธีปกติ
และมีนักเรียนกลุ่มทดลองใช้นวัตกรรมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และทำการประเมินผลหลังจากเรียนทั้งสองกลุ่ม
นำผลการประเมินมาเปรียบเทียบกัน แบบนี้จะมีความเหมาะสมเมื่อครูผู้วิจัยสามารถจัดการเรียนรู้ได้มากกว่าหนึ่งกลุ่ม
โดยที่จะต้องทำหรือเชื่อว่านักเรียนทั้งสองกลุ่มมีระดับสติปัญหาหรือทักษะเท่ากัน
เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบและเกิดความเชื่อถือได้ในคำตอบของการวิจัยมากยิ่งขึ้น
และเป็นเนื้อหาใหม่หรือเรื่องใหม่ที่นักเรียนไม่เคยเรียนรู้มาก่อนจึงไม่จำเป็นต้องประเมินก่อน
แบบการวิจัยที่
4 แบบ control group pretest-posttest
เป็นแบบการวิจัยที่มีนักเรียนกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองเช่นเดียวกับแบบที่
3 แต่ต่างกันตรงที่แบบนี้จะมีการประเมินก่อนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และมีการเปรียบเทียบผลการประเมินก่อนของทั้งสองกลุ่ม
มีการเปรียบเทียบผลการประเมินก่อนและหลังเรียนในแต่ละกลุ่ม และเปรียบเทียบผลการประเมินหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของทั้งสองกลุ่มด้วย
แบบนี้จะมีความเหมาะสมเมื่อครูผู้วิจัยสามารถจัดการเรียนรู้ได้มากกว่าหนึ่งกลุ่ม
โดยที่จะต้องทำหรือเชื่อว่านักเรียนทั้งสองกลุ่มมีระดับสติปัญหาหรือทักษะพื้นฐานเท่ากัน
เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบและเกิดความเชื่อถือได้ใน คำตอบของการวิจัยมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกับแบบที่
3 แต่เป็นเนื้อหาเดิมหรือเรื่องเดิมหรือเรื่องที่ นักเรียนอาจมีการเรียนรู้มาเองแล้ว
จึงต้องประเมินผลก่อน และยังเป็นการเปรียบเทียบเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าพื้นฐานของนักเรียนทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกันก่อนการทดลอง
อีกด้วย
จากตัวอย่างแบบการวิจัยทั้ง
4 แบบ ครูผู้วิจัยสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพห้องเรียนของตนเอง และเนื้อหาที่ใช้สอนว่าเป็นเรื่องใหม่
เรื่องเดิมหรือเรื่องที่นักเรียนอาจมีการเรียนรู้มาเอง
3.2
กำหนดประชากรและเลือกกลุ่มตัวอย่าง
ในการดำเนินการวิจัย
ครูผู้วิจัยจะต้องกำหนดว่าจะต้องใช้นักเรียนกี่คนในการทดลอง ซึ่งครูผู้วิจัยสามารถกำหนดเองได้จากสภาพห้องเรียนที่เป็นจริง
เช่น 5 50 คน จากสภาพการจัดและแบบของการวิจัยที่กำหนด โดยเฉพาะถ้ารับผิดชอบจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพียงห้องเดียว
ในการดำเนินการวิจัยครูผู้วิจัยสามารถใช้ประชากร(หมายถึงนักเรียนทั้งหมดเท่าที่มี)ได้เลย
ซึ่งลักษณะนี้จะเรียกว่า ได้ทำการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling)
แต่ถ้าหากครูผู้วิจัยรับผิดชอบการเรียนการสอนมากกว่า 1 ห้อง สามารถศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างเท่ากับขนาดของห้องเรียนปกติ
จำนวนประมาณ 30 คนก็ได้ โดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) ครูผู้วิจัยอาจเลือกกลุ่มตัวอย่างตามกรณีตัวอย่าง
ดังนี้
กรณีที่ 1 ครูผู้วิจัยรับผิดชอบการเรียนการสอนนักเรียน
1 ห้อง จำนวนประมาณ 30 คน และเลือกแบบการวิจัยเป็นแบบที่ 1 หรือแบบที่ 2 สามารถใช้นักเรียนทุกคนในการดำเนินการทดลองใช้นวัตกรรม
ถ้าอย่างนี้เรียกว่าดำเนินการวิจัยโดยศึกษาจากประชากร แต่อาจจะเรียกว่ากลุ่มตัวอย่างก็ได้
หากผู้วิจัยต้องการสรุปผลการวิจัยอ้างอิงไปสู่นักเรียนที่อื่นด้วยหรือเรียกว่ามีความเที่ยงตรงภายนอก
(External validity) ด้วย
กรณีที่ 2 ครูผู้วิจัยรับผิดชอบการเรียนการสอนนักเรียน
3 ห้อง ห้องละประมาณ 30 คน และเลือกใช้นักเรียนห้องใดห้องหนึ่งหรือสุ่มนักเรียนมาเป็นกลุ่มทดลองจากทั้ง
3 ห้อง จำนวน 30 คนในการวิจัยแบบที่ 1 และแบบที่ 2 อย่างนี้เรียกว่า ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง
30 คน จากประชากรทั้ง 90 คน
กรณีที่
3 ครูผู้วิจัยรับผิดชอบการเรียนการสอนนักเรียน 2 ห้อง ห้องละประมาณ 30 คน และเลือกแบบการวิจัยเป็นแบบที่
3 หรือแบบที่ 4 สามารถใช้นักเรียนห้องหนึ่งเป็นกลุ่มควบคุมและอีกห้องหนึ่งเป็นกลุ่มทดลองหรือสุ่มตัวอย่างมาเป็นกลุ่มควบคุม
30 คน กลุ่มทดลอง 30 คน จาก นักเรียนทั้ง 2 ห้อง ถ้าอย่างนี้เรียกว่าดำเนินการวิจัยโดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง
60 คน จากประชากร 60 คน
กรณีที่
4 ครูผู้วิจัยรับผิดชอบการเรียนการสอนนักเรียน 3 ห้อง ห้องละประมาณ 30 คน
สามารถสุ่มใช้นักเรียนห้องหนึ่งเป็นกลุ่มควบคุม
30 คน และอีกห้องหนึ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน ถ้าอย่างนี้เรียกว่าดำเนินการวิจัยโดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง
60 คน จากประชากร 90 คน
3.3
สร้างเครื่องมือในการวิจัย
เครื่องมือในการวิจัยในชั้นเรียน
สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการทดลองหรือเป็นนวัตกรรม
และ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังมีรายละเอียด ดังนี้
1)
เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการทดลองหรือเป็นนวัตกรรม เช่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
บทเรียนสำเร็จรูป หนังสืออ่านประกอบ ชุดการเรียนรู้สื่อประสม เป็นต้น ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้อาจมีส่วนประกอบอื่นอีก
เช่น แผนการสอน ใบงาน แบบฝึก ใบความรู้ สื่อหรืออุปกรณ์อื่น ๆ เป็นต้น การสร้างเครื่องมือประเภทนี้จะมีขั้นตอนเพื่อให้เกิดคุณภาพของเครื่องมือ
ดัง ตัวอย่างขั้นตอนการสร้างนวัตกรรม ชุดการสอน ต่อไปนี้
ตัวอย่างขั้นตอนการสร้างนวัตกรรม
ขั้นตอนการสร้างชุดการสอน
1. ขั้นตอนการสร้างชุดการสอน
1.1 ศึกษาหลักสูตร
คู่มือครู เอกสารหลักสูตรอื่น ๆ
1.2 ศึกษาทฤษฎี หลักการ
เทคนิคและวิธีสร้างชุดการสอน จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1.3 วิเคราะห์หลักสูตร
จุดประสงค์การเรียน แบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยหรือคาบเรียน
1.4 เขียนแผนการสอน
หรือออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
1.5 สร้างชุดการสอน
โดยให้มีส่วนประกอบครบถ้วนตามความเหมาะสม
2. ขั้นพัฒนาชุดการสอน
2.1 ทดลองใช้
2.1.1 นำชุดการเรียนการสอนไปทดลองสอน
1:1 (ครู:นักเรียน) ใช้แบบบันทึกการทดลองใช้นวัตกรรม โดยจะบันทึกพฤติกรรมการเรียนการสอนต่าง
ๆ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข
2.1.2 นำชุดการเรียนการสอนไปทดลองสอน
1:10 (กลุ่มเล็ก) ใช้แบบบันทึกการ
ทดลองใช้นวัตกรรม
โดยจะบันทึกพฤติกรรมการเรียนการสอนต่าง ๆ แล้วนำมาปรับปรุง แก้ไข
2.1.3 นำชุดการเรียนการสอนไปทดลองสอน
1:100 (ภาคสนาม) จะใช้แบบบันทึก
คะแนนจากการทดลองใช้นวัตกรรม
โดยจะบันทึกคะแนนจากการประเมินระหว่างเรียนและหลังเรียน เพื่อนำมาหาค่า E1/E2
2.2 นำชุดการสอน
ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ โดยที่ผู้เชี่ยวชาญประมาณ 3-5 คน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านเนื้อหา
หลักสูตร การสอน เทคโนโลยีการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา การวิจัย วัดผลและประเมินผล
พิจารณา โดยอาจใช้แบบประเมิน แล้วจึงปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญ
2.3 นำชุดการสอน ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยแบบทดลอง
2.4 เปรียบเทียบผลการเรียน
เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติต่อการเรียน เป็นต้น
2)
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบวัดเจตคติ
เป็นต้น
โดยที่เครื่องมือเหล่านี้ต้องอาศัยการสร้างตามหลักวิชา
มีขั้นตอนสร้างให้เกิดคุณภาพ ของเครื่องมือ ก่อนนำไปใช้ดังนี้
ตัวอย่างการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ
1. ศึกษาวิธีสร้างแบบทดสอบที่ดี
และวิธีวิเคราะห์หลักสูตร
2. ศึกษาหลักสูตร
คู่มือครู เอกสารหลักสูตรอื่น ๆ
3. สร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร
แล้วนำตารางวิเคราะห์ให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์พิจารณา
4. สร้างแบบทดสอบ
มากกว่าต้องการจริงประมาณ ร้อยละ 20-50 เช่น ต้องการ 100 ข้อ จะสร้างประมาณ 120-150
ข้อ
5. นำแบบทดสอบไปให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ตรวจสอบความตรง
เชิงเนื้อหาและโครงสร้าง (Content and Construct Validity) โดยที่ผู้เชี่ยวชาญประมาณ
3-5 คน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านเนื้อหา หลักสูตร การสอน การวิจัย วัดผลและประเมินผล
ในขั้นตอนนี้จะใช้แบบประเมินความสอดคล้องของข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ด้วย
6. ปรับปรุงแก้ไขตามข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์
7. นำไปแบบทดสอบไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง
และได้เรียนเนื้อหาในแบบทดสอบนี้แล้ว
8. นำกระดาษคำตอบมาวิเคราะห์เพื่อหาคุณภาพ
ด้านความเที่ยง (Reliability) ความยากและอำนาจจำแนก (อาจทำไปทดลองสอบซ้ำอีก 2-3
ครั้ง และวิเคราะห์ซ้ำอีกก็ได้)
9. คัดเลือกข้อสอบที่เข้าเกณฑ์
คือ ความยาก .20 ถึง .80 ค่าอำนาจจำแนก .20 ถึง 1.00 และให้ได้ข้อสอบครบถ้วนตามต้องการ
และคุณภาพด้านความเที่ยง มีค่าตั้งแต่ .70 ขึ้นไปถือว่าใช้ได้
10. พิมพ์ข้อสอบฉบับจริง
ขั้นตอนที่
4 และขั้นตอนที่ 5 การวิเคราะห์ข้อมูล แปลผล และสรุปผลการวิจัย
ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัยและสรุปผลการวิจัย
ตามแบบการวิจัยที่กล่าวข้างต้นเท่านั้น ตามสูตรและใช้สัญลักษณ์ในสูตร ดังนี้
แทน ค่าสถิติทดสอบจากการกระจายแบบที
X แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนนของนักเรียน
S แทน ค่าส่วนเบี่ยวเบนมาตรฐาน
D แทน ค่าความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน
n แทน จำนวนนักเรียน
df
แทน ค่าชั้นแห่งความอิสระ
แบบการวิจัยที่
1 เราจะสรุปผลว่า นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ครูผู้วิจัยสร้างขึ้นทำให้นักเรียนบรรลุจุดประสงค์
เกณฑ์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ เราสามารถนำเอาค่าเฉลี่ยของคะแนนการประเมินหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้มาทดสอบกับเกณฑ์หรือเป้าหมาย
โดยใช้สูตรการทดสอบทีแบบ t-test one sample group ดังนี้
โดยที่
เมื่อคำนวณได้ค่า
t ตามสูตรข้างบนนี้แล้ว ให้นำไปเปรียบเทียบกับค่า t วิกฤติในตารางซึ่งสามารถหาดูได้ในตำราเกี่ยวกับการวิจัยทั่วไป
โดยวิธีดูตารางให้ใช้ค่า df ประกอบ และกำหนด นัยสำคัญทางสติถิ หรือความมั่นใจในการสรุปผลการวิจัย
เช่น ถ้ามีนักเรียน 30 คน df=30-1=29 กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หรือมั่นใจร้อยละ
95 ค่า t วิกฤติเท่ากับ 1.699 เกณฑ์การเปรียบเทียบคือ ค่า t จากการคำนวณจะต้องมากกว่าหรือเท่ากับ
ค่า t วิกฤติในกรณีตัวอย่างนี้ ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 1.699 ส่วนการสรุป หากค่า
t คำนวณมากกว่าหรือเท่ากับค่า t วิกฤติ เราจะสรุปได้ตามตัวอย่าง ดังนี้
ตัวอย่างการสรุปผลการวิจัย
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ด้วยนวัตกรรมสูงกว่าหรือสูงกว่าร้อยละ
70 (เป้าหมายที่กำหนด ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
แบบการวิจัยที่
2 เราจะสรุปผลว่า นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ครูผู้วิจัยสร้างขึ้นทำให้นักเรียนมีคุณลักษณะเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนหรือไม่
เราสามารถนำเอาค่าเฉลี่ยของคะแนนการประเมินก่อนและหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้มาทดสอบความแตกต่างกัน
โดยใช้สูตรการทดสอบทีแบบ t-test dependent sample group ดังนี้
โดยที่
เมื่อคำนวณได้ค่า
t ตามสูตรข้างบนนี้แล้ว ให้นำไปเปรียบเทียบกับค่า t วิกฤติ เช่นเดียวกับแบบการวิจัยที่
1 แต่จะต่างที่การสรุป หากค่า t คำนวณมากกว่าหรือเท่ากับค่า t วิกฤติ เราจะสรุปได้ตามตัวอย่าง
ดังนี้
ตัวอย่างการสรุปผลการวิจัย
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยนวัตกรรมสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
แบบการวิจัยที่
3 เราจะสรุปผลว่า นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ครูผู้วิจัยสร้างขึ้นทำให้นักเรียนมีคุณลักษณะมากกว่านักเรียนที่เรียนตามปกติ
เราสามารถนำเอาค่าเฉลี่ยของคะแนนการประเมินหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของทั้งสองกลุ่มมาทดสอบความแตกต่างกัน
โดยสามารถเลือกใช้สูตร การทดสอบทีแบบ t-test independent sample group ซึ่งมี 2
สูตร ดังต่อไปนี้
สูตรที่
1 กรณีสมมติว่าค่าความแปรปรวนของทั้งสองกลุ่มเท่ากัน
โดยที่
หรือ
สูตรที่ 2 กรณีสมมติว่าค่าความแปรปรวนทั้งสองกลุ่มไม่เท่ากัน
โดยที่
เมื่อคำนวณได้ค่า
t ตามสูตรข้างบนนี้แล้ว ให้นำไปเปรียบเทียบกับค่า t วิกฤติในตารางซึ่งสามารถหาดูได้ในตำราเกี่ยวกับการวิจัยทั่วไป
โดยวิธีดูตารางให้ใช้ค่า df ประกอบ และกำหนด นัยสำคัญทางสติถิ หรือความมั่นใจในการสรุปผลการวิจัย
เช่น ถ้ามีนักเรียนกลุ่มละ 30 คน ค่า df = 30+30-2 = 58 หรือมีค่าประมาณ 58 จากสูตรที่
2 กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หรือมั่นใจร้อยละ 95 ค่า t วิกฤติเท่ากับ
1.29 เกณฑ์การเปรียบเทียบคือ ค่า t จากการคำนวณจะต้องมากกว่าหรือเท่ากับ ค่า t
วิกฤติในกรณีตัวอย่างนี้ ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 1.29 ส่วนการสรุป หากค่า t คำนวณมากกว่าหรือเท่ากับค่า
t วิกฤติ เราจะสรุปได้ตามตัวอย่าง ดังนี้
ตัวอย่างการสรุปผลการวิจัย
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ด้วยนวัตกรรมสูงกว่านักเรียนที่เรียนตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05
แบบการวิจัยที่
4 เราจะสรุปผลว่า นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ครูผู้วิจัยสร้างขึ้นทำให้นักเรียนมีคุณลักษณะมากกว่านักเรียนที่เรียนตามปกติ
เราสามารถนำเอาค่าเฉลี่ยของคะแนนการประเมินหลัง จัดกิจกรรมการเรียนรู้ของทั้งสองกลุ่มมาทดสอบความแตกต่างกันเช่นเดียวกับแบบที่
3 และ ยังสามารถนำเอาค่าเฉลี่ยของคะแนนการประเมินก่อนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของทั้งสองกลุ่มมาทดสอบความแตกต่างกัน
เพื่อยืนยันว่าก่อนเรียนนักเรียนมีความรู้พื้นฐานไม่แตกต่างกัน โดยใช้สูตรการทดสอบทีแบบ
t-test independent sample group เช่นเดียวกับแบบที่ 3 นอกจากยังสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของการประเมินก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในทั้งสองกลุ่มได้
โดยใช้ สูตรการทดสอบที แบบ t-test dependent sample group เช่นเดียวกับแบบที่ 2
ในการสรุปผลการวิจัยเราสามารถทำได้ตามแบบการวิจัยที่
2 และ 3 แล้วแต่กรณี
การเขียนรายงานการวิจัย
จากขั้นตอนการวิจัยดังกล่าวมาข้างต้น
ครูผู้วิจัยจะต้องเขียนรายงานการวิจัย ซึ่งมีส่วนประกอบ และรายละเอียดจะนำเสนอในโอกาสหน้าต่อไป
ดังนี้
ส่วนประกอบตอนต้น
- ปก
- ใบรองปก
- ปกใน
- หน้าอนุมัติ
(จะมีเฉพาะทำวิจัยเพื่ออนุมัติผลการศึกษา)
- คำนำ/ประกาศคุณูปการ/กิตติกรรมประกาศ
- บทคัดย่อ (ภาษาไทย,ภาษาอังกฤษ)
- สารบัญ
- บัญชีตาราง
(ถ้ามี)
- บัญชีภาพประกอบ
(ถ้ามี)
ส่วนเนื้อหา
บทที่ 1 บทนำ
ภูมิหลัง
จุดมุ่งหมายของการวิจัย
สมมติฐานการวิจัย
ความสำคัญของการวิจัย
ขอบเขตของการวิจัย
นิยามศัพท์เฉพาะ
บทที่ 2 เอกสารและรายงานการวิจัย
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
รายงานการวิจัย
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย
ประชากร
กลุ่มตัวอย่าง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
วิธีดำเนินการทดลอง
วิธีวิเคราะห์ข้อมูล
สูตรสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
สัญลักษณ์ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย
อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
สรุปลการวิจัย
อภิปรายผล
ข้อเสนอแนะ
ส่วนประกอบตอนท้าย
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ/ผู้ทรงคุณวุฒ/ผู้ชำนาญการ
ประวัติผู้วิจัย
บทสรุป
การที่ครูจะเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูซึ่งถือว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูงนั้น
จำเป็นจะต้องมีการพัฒนางานในหน้าที่ของตนให้มีความก้าวหน้าอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยในการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือคุณลักษณะของผู้เรียนหรือเรียกว่า
ผลผลิตของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยที่ครูจะต้องทำการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ
ละเอียดถี่ถ้วน อาศัยหลักวิชาการ ซึ่งกระบวนการนี้ก็คือ การวิจัยในชั้นเรียน
ซึ่งครูสามารถเริ่มที่การวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียนของตน แล้วศึกษาค้นคว้าและแสวงหาวิธีการหรือเครื่องมือใหม่ที่คิดว่าสามารถแก้ปัญหาได้หรือเรียกว่า
นวัตกรรม ทดลองใช้นวัตกรรมนี้ แล้วศึกษาผลการใช้นวัตกรรมว่าสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่
และเขียนรายงานการวิจัยออกมาเป็นรูปเล่ม และนี่ก็คือ แนวทางหนึ่งที่มีประสิทธิภาพที่จะนำครูไปสู่ครูชั้นวิชาชีพชั้นสูง |