
|

.gif) |
 |
ระบบเอนทรานซ์ใหม่-กำหนดค่าจีพีเอ คัดเลือกจากห้องเรียนลดการกวดวิชา
|
|
เอนทรานซ์ เป็นระบบ คัดเลือกการศึกษาไทยใช้มานานหลายสิบปี แต่ได้สร้างปัญหาเรื้อรัง กับระบบการศึกษา เริ่มจากนักเรียนแห่กันเรียนกวดวิชา จนกลายเป็นแฟชั่น และจากแฟชั่น ก็กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในชีวิตนักเรียน เหมือนเป็นยาเสพติด ที่เพิ่มความมั่นใจ ในการเข้าสอบเอนทรานซ์ ของเด็กไทยยุคสายเดี่ยว และก็กลายเป็นช่องทางหารายได้ใหม่ของครู อาจารย์จำนวนไม่น้อยที่คิดไม่ซื่อกับวิชาชีพตัวเอง
ศ.(พิเศษ) ภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการ การอุดมศึกษา กล่าวว่า "ระบบเอนทรานซ์ เป็นระบบที่ยุติธรรมโดยกติกา แต่ไม่เป็นธรรมในแง่สังคม เพราะผู้ผ่านการคัดเลือกได้หรือไม่ จะขึ้นกับการเรียนกวดวิชาและการเก็งข้อสอบ ทำให้เด็กที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมดีจึงมีโอกาสมากกว่า แต่ระบบแอดมิชชั่นจะสร้างความเป็นธรรมในการเข้าสู่อุดมศึกษาอย่างทั่วถึง"
ในปี 2542 ที่ประชุมอธิการบดี แห่งประเทศไทย และนักวิชาการวัดผล จึงปรับระบบคัดเลือกมาเพิ่มการสอบวัดความรู้เป็นปีละ 2 ครั้ง และให้ค่าน้ำหนัก 90% สำหรับมาพิจารณาร่วมกับผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตร หรือ GPAX 5% และค่าตำแหน่งลำดับที่หรือ PR อีก 5% เพื่อให้เด็กสนใจการเรียนในห้องเรียนมากขึ้น แก้ปัญหาการกวดวิชา จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแอดมิชชั่นในปัจจุบัน
รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานที่ประชุมอธิการบดี แห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ในปี 2546 ทบวงมหาวิทยาลัยในขณะนั้น หรือสำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษาในปัจจุบัน ได้มีมติร่วมกับ ทปอ. จะเริ่มใช้ระบบแอดมิชชั่นในปี 2549 พร้อมออกเกณฑ์คราวๆ ที่จะใช้ผลการเรียนตลอดหลักสูตรมัธยมปลาย 50% ร่วมกับการวัดความถนัดเชิงวิชาชีพหรือศักยภาพในการเรียนตามที่กลุ่มสาขาวิชากำหนดอีก 50%
หลังการเผยแพร่เกณฑ์แอดมิชชั่นในช่วงแรก ก็มีเสียงคัดค้านอยู่บ้าง ถึงความไม่เหมาะสม และมาตรฐานการวัดผลของแต่ละโรงเรียนทั่วประเทศ แต่ก็ไม่มีใครออกมาโต้แย้งด้วยหลักการและเหตุผลใดๆ อย่างเต็มตัว ทั้งยังมีเสียงเล็ดลอดมาจากกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่าโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศมีมาตรฐานเท่าเทียมกัน ทำให้กระแสการคัดค้านต่างๆ แผ่วลงไป
จนเวลาล่วงเลยมาจนถึงปีนี้ ที่เริ่มเห็นความแน่ชัดแล้วว่า สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศตอบตกลงกับระบบแอดมิชชั่น และจะเริ่มใช้จริงในปีการศึกษา 2549 ทางเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งจะเป็นเด็กรุ่นทดลองระบบแอดมิชชั่น ออกมาค้านการใช้ผลการเรียนในระบบ 50% แบบหัวชนฝา ทั้งยื่นหนังสือคัดค้านต่อทปอ. ต่อสำนักนายกรัฐมนตรี
เหตุผลที่ว่า โรงเรียนแต่ละแห่งยังมีมาตรฐานการวัดผลที่แตกต่างกัน ทั้งหลักสูตรที่ใช้ในการสอนก็เปิดทางให้มีหลักสูตรท้องถิ่น ดังนั้นหากจะให้ความสำคัญกับผลการเรียนในโรงเรียนก็ควรสร้างมาตรฐานโรงเรียนให้เท่ากันเสียก่อน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่สังคม และผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาทุกคนไม่มีข้อคัดค้าน และเสียงที่เปล่งมาจากเด็กนี่เอง จะกลายเป็นจุดสำคัญที่ทางกระทรวงศึกษาธิการจะต้องตื่นตัวกับความไม่ได้มาตรฐาน
รศ.ดร.ประเสริฐ ชิตพงษ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะประธาน ทปอ. กล่าวว่า การเคลื่อนไหวคัดค้านของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และเด็ก โดยออกมาอ้างว่า ไม่ เพราะแต่ละโรงเรียนมีมาตรฐานต่างกัน และไม่ได้แจ้งเกณฑ์การคัดเลือกให้เด็กรู้ก่อนล่วงหน้า ในเรื่องนี้ต้องถือเป็นความผิดพลาดของระบบการศึกษาไทย ที่ต้องทำให้นักเรียนมีความพร้อมเสมอในการรับมือกับระบบคัดเลือกไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด
"การมาอ้างว่าไม่สอบเลยไม่สนใจ และไม่ตั้งใจเรียนเพราะยังไม่รู้วิธีการวัดผลแล้วหล่ะก็ เรื่องนี้มันผิดที่ใคร คุณเรียนอยู่ในโรงเรียนอย่างไร จึงไม่ใส่ใจการทำผลการเรียนในห้องเรียนให้ดี มันต้องผิดตั้งแต่พ่อแม่ เด็ก ครู โรงเรียน และกระทรวงศึกษาธิการ ที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะการเรียนในชั้นเรียนเด็กต้องตั้งใจเรียนพร้อมที่จะสามารถรับการสอบวัดผลทุกรูปแบบไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดนี้คือ ความหายนะของการศึกษาไทยที่ต้องรีบแก้ไข ซึ่งการเพิ่มน้ำหนักการคัดเลือกไปให้กับผลการเรียนในห้อง จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญให้ระบบการศึกษาเกิดการตื่นตัวมากขึ้น และทำให้ นักเรียนสนใจที่จะเรียนในห้องมากกว่าการกวดวิชา " ประธาน ทปอ.กล่าว
แม้ว่า ทปอ.ยอมถอยกับเสียงค้านของสังคม มีมติปรับเกณฑ์แอดมิชชั่น โดยในปี 2549 ให้ใช้ 1. ผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตร 6 ภาคเรียน หรือ GPAX 10% 2.ผลการเรียนรายวิชา หรือ GPAX 20% 3. แบบทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Test) หรือ O-NET 35-70% และแบบทดสอบชั้นสูง (Advance National Test) หรือ A-NET 0-35% พร้อมให้มีการปรับสัดส่วน GPA เพิ่มขึ้นปีละ 10% จนถึง 40% ในปี 2551 ก็เป็นการประนีประนอมกับทุกฝ่าย ทั้งเด็ก เครือข่ายพ่อแม่ และมหาวิทยาลัยบางแห่งที่ยังมีความไม่มั่นใจกับระบบการศึกษาและการคัดเลือก
แต่เครือข่ายพ่อแม่ และเด็กกลับยังไม่ยุติ ออกเดินสายล่าลายชื่อเด็กบริเวณสยามสแควร์ เพื่อขอให้ใช้ผลการเรียนในการคัดเลือกเหลือ 10% เท่ากับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทาง ทปอ. ก็ออกมาปฏิเสธเสียงเรียกร้องดังกล่าว เพราะหากยอมก็จะผิดหลักการ และทำให้การศึกษาย้ำอยู่กับที่ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาตามที่คาดหวังได้ และการยกระดับการศึกษาของประเทศ ก็ไม่ไปถึงไหน
| |